x

*
*
*
*
*
Innovation

กุญแจสําคัญขั้นที่สองของการไปสู่ Autonomous Car


นวัตกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Car)
เป็นการทํางานร่วมกันของ
ระบบปฏิบัติการขับเคลื่อน ที่เรียกว่า Automated
Driving Systems (ADSs)
และเทคโนโลยีระบบความ
ปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver – Assistance Systems (ADAS)

ADAS

Advanced Driver – Assistance System

เป็นเครื่องมือควบคุมการขับขี่ซึ่งระบบ ADAS จัดเป็นระบบขับเคลื่อน
อัตโนมัติ ระดับที่ 2 (Partial Automation) ซึ่งเป็นระดับที่รถยนต์
สามารถควบคุมความเร็ว หรือการหมุนพวงมาลัยผ่านการทํางาน
ของ ADAS ได้โดยอัตโนมัติ แต่ผู้ขับขี่ยังคงมีหน้าที่หลักในการสังเกต
สิ่งกีดขวาง ประเมินสถานการณ์ และตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ

อะไรคือ ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ

Advanced Driver – Assistance Systems (ADAS)

อะไรคือ ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ

Advanced Driver – Assistance Systems (ADAS)

ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver – Assistance Systems (ADAS) เป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่ช่วยป้องกัน หลีกเลี่ยง และลดความเสี่ยง ทําให้การขับขี่บนท้องถนนมีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ หรือแม้กระทั่งทําให้การขับขี่มั่นใจมากขึ้น

ระบบ ADAS จะทํางานผสานกับ
เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่

  • ไมโครคอนโทรลเลอร์
    (Microcontroller Units : MCU)
  • กล่องอีซียู
    (Electronic Control Units : ECU)
  • อุปกรณ์สารกึ่งตัวนํา
    (Power Semiconductor Devices)

เพื่อประสิทธิภาพการทํางานได้อย่างเป็นระบบ

การทํางานของระบบ ADAS ส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยลดข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากผู้ขับขี่ (Human Error) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน อีกทั้งยังให้ความรู้สึกมั่นใจ และปลอดภัยกับผู้ขับขี่ผ่านสัญญาณเตือนระบบต่างๆ และสามารถช่วยควบคุมการขับเคลื่อนอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

เทคโนโลยีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver – Assistance Systems (ADAS) ผสานความปลอดภัยขั้นกว่าให้แก่รถยนต์ และผู้ขับขี่ด้วย 3 ระบบ หลัก LAS (Lane Assist System) FDA (Front Drive Assist) และ RDA (Rear Drive Assist) ที่ประกอบไปด้วย 11 ระบบย่อยที่ผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ให้คุณรู้สึกปลอดภัยบนทุกเส้นทาง

LAS

Lane Assist System

LDW (Lane Departure Warning)
LDP (Lane Departure Prevention)
LKA (Lane Keep Assist)

เป็นระบบที่ช่วยควบคุมรถยนต์ให้ขับเคลื่อนอยู่ในเลน หรือเส้นจราจรอย่างถูกต้อง และปลอดภัย ระบบจะทํางานด้วยกล้องหน้าที่ติดตั้งภายในฝาครอบฐานกระจกมองหลัง โดยจะช่วยตรวจจับสภาพแวดล้อม และสภาพถนนด้านหน้ารถยนต์ เมื่อสภาวะที่ตรวจสอบตรงตามเงื่อนไขบางประการ ระบบจะส่งข้อความเตือน หรือช่วยควบคุมรถยนต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และสามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างมั่นใจ ประกอบไปด้วย 3 ระบบย่อย ได้แก่

LDW (Lane Departure Warning)
LDP (Lane Departure Prevention)
LKA (Lane Keep Assist)
ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน

LDW (Lane Departure Warning)

ระบบจะตรวจจับเส้นเลนถนนที่มีความชัดเจนโดยใช้กล้องหน้า และจะทํางานเมื่อความเร็วรถมากกว่า 60 กิโลเมตร / ชั่วโมง หากล้อรถใกล้จะทับเส้น หรือทับเส้นแล้ว ระบบจะส่งสัญญาณเตือนทั้งในรูปแบบสัญญาณเสียง แผงหน้าปัดจะแสดงรูปภาพเตือนด้านที่ทับเส้น และมีการสั่นที่พวงมาลัย เพื่อเตือนผู้ขับขี่ให้แก้ไขทิศทางของรถตามเส้นเลน

รูปแบบการทำงาน รูปแบบการทำงาน
ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน

LDP (Lane Departure Prevention)

ระบบจะตรวจจับเส้นเลนถนนด้านหน้าที่มีความชัดเจนโดยใช้กล้องหน้า และจะทํางานเมื่อความเร็วรถมากกว่า 60 กิโลเมตร / ชั่วโมง หากล้อรถใกล้จะทับเส้น หรือทับเส้นแล้ว ระบบจะช่วยควบคุม และปรับองศาพวงมาลัย พร้อมส่งสัญญาณเตือน เพื่อให้รถกลับมาอยู่ในเลน

รูปแบบการทำงาน รูปแบบการทำงาน
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน

LKA (Lane Keep Assist)

ระบบจะตรวจจับเส้นเลนถนนที่มีความชัดเจนโดยใช้กล้องหน้า เมื่อตรวจพบเส้นเลนซ้ายและขวา ระบบจะทําการปรับมุมพวงมาลัย เพื่อรักษาตําแหน่งรถให้อยู่ตรงกลางเลน ซึ่งระบบ LKA นี้จะทํางานเมื่อความเร็วรถมากกว่า 60 กิโลเมตร / ชั่วโมง ทั้งนี้หากระบบตรวจพบว่าผู้ขับขี่ไม่ได้ควบคุมพวงมาลัยอย่างต่อเนื่อง ระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือน พร้อมแสดงสัญลักษณ์บนแผงหน้าปัด เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่จับพวงมาลัย

รูปแบบการทำงาน รูปแบบการทำงาน

เป็นระบบที่ช่วยควบคุมรถยนต์ให้ขับเคลื่อนอยู่ในเลน หรือเส้นจราจรอย่างถูกต้อง และปลอดภัย ระบบจะทํางานด้วยกล้องหน้าที่ติดตั้งภายในฝาครอบฐานกระจกมองหลัง โดยจะช่วยตรวจจับสภาพแวดล้อม และสภาพถนนด้านหน้ารถยนต์ เมื่อสภาวะที่ตรวจสอบตรงตามเงื่อนไขบางประการ ระบบจะส่งข้อความเตือน หรือช่วยควบคุมรถยนต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และสามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างมั่นใจ ประกอบไปด้วย 3 ระบบย่อย ได้แก่

FDA

Front Drive Assist

ACC (Adaptive Cruise Control)
TJA (Traffic Jam Assist)
FCW (Forward Collision Warning)
IHC (Intelligent High – Beam Control)

ระบบที่ช่วยในการขับขี่ (FDA) เป็นระบบที่ทํางานผ่านเรดาร์ด้านหน้ารถเป็นหลัก ระบบจะปรับเปลี่ยน แปรผัน และควบคุมตามสภาพถนน และสภาพการจราจรที่อยู่เบื้องหน้า ช่วยควบคุมทั้งความเร็วในการขับขี่มีระบบเสริมที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ในกรณีที่อยู่ในสภาวะรถติด รวมถึงลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุต่อรถด้านหน้า ประกอบไปด้วย 4 ระบบย่อยได้แก่

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน

ACC (Adaptive Cruise Control)

เป็นระบบที่ช่วยควบคุมความเร็วในการขับขี่ และปรับความเร็วอัตโนมัติ เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม โดยสามารถตั้งค่าความเร็วได้ตั้งแต่ 30 – 150 กิโลเมตร / ชั่วโมง สามารถตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าได้ 3 ระยะ ในกรณีไม่มีรถคันอื่นอยู่ด้านหน้า ระบบจะรักษาความเร็วให้เป็นไปตามที่ผู้ขับตั้งค่าไว้ แต่หากมีรถคันอื่นที่ขับช้ากว่าอยู่ด้านหน้า ระบบจะทําการชะลอความเร็วให้สอดคล้องกับรถคันหน้า และทิ้งระยะห่างให้อยู่ในระยะปลอดภัย

รูปแบบการทำงาน
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ

TJA (Traffic Jam Assist)

การใช้งานระบบนี้ต้องทำการเปิดระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) ก่อน โดยสามารถทำได้ขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ และตั้งค่าที่ก้าน Cruise control จากนั้นเปิดระบบ TJA โดยดึงก้าน Cruise control เข้าหาตัวสองครั้งติดกัน แล้วระบบจะตรวจจับเส้นเลนถนนที่มีความชัดเจนด้วยกล้องหน้า เพื่อควบคุมรถให้อยู่ในเลน และใช้เรดาห์ในการตรวจสอบ พร้อมควบคุมระยะห่างจากรถยนต์คันหน้า เมื่อการจราจรมีการเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ระบบจะควบคุมความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถยนต์คันหน้าโดยอัตโนมัติ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ แต่ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องคอยควบคุม และสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบไปพร้อมกับการใช้ระบบ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

รูปแบบการทำงาน
ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่

FCW (Forward Collision Warning)

เป็นระบบที่จะช่วยเตือนผู้ขับขี่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้า ระบบจะทํางานเมื่อความเร็วรถมากกว่า 30 กิโลเมตร / ชั่วโมง โดยการใช้เรดาร์ด้านหน้าและกล้องหน้า ในการตรวจสอบระยะห่างระหว่างรถกับรถยนต์คันหน้า หากพบว่าอยู่ในระยะใกล้เกินไป และเสี่ยงต่อการชน ระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือน พร้อมแสดงข้อความเตือนบนแผงหน้าปัด เพื่อให้ผู้ขับขี่ชะลอความเร็วลง หรือแตะเบรก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการชน และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

รูปแบบการทำงาน
ระบบเปิด – ปิดไฟสูงอัตโนมัติ

IHC (Intelligent High – Beam Control)

เป็นฟังก์ชันที่ใช้กล้องหน้าในการตรวจจับความเข้มของแสงจากสภาพแวดล้อมของถนน โดยระบบจะทําการเปิดไฟสูงอัตโนมัติเมื่อรอบข้างไม่มีแสงสว่าง และไม่มีแสงไฟจากรถยนต์คันอื่น ในกรณีที่ระบบตรวจจับพบแสงสว่างจากรถยนต์ด้านหน้า ระบบจะทําการปิดไฟสูง เพื่อป้องกันการรบกวนสายตาของผู้ขับขี่ที่ใช้ถนนร่วมกัน และทําการเปิดไฟสูงอีกครั้งเมื่อไม่มีรถยนต์ด้านหน้า เพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ให้ผู้ขับขี่

รูปแบบการทำงาน
ACC (Adaptive Cruise Control)
TJA (Traffic Jam Assist)
FCW (Forward Collision Warning)
IHC (Intelligent High – Beam Control)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน

ACC (Adaptive Cruise Control)

เป็นระบบที่ช่วยควบคุมความเร็วในการขับขี่ และปรับความเร็วอัตโนมัติ เพื่อรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอย่างเหมาะสม โดยสามารถตั้งค่าความเร็วได้ตั้งแต่ 30 – 150 กิโลเมตร / ชั่วโมง สามารถตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าได้ 3 ระยะ ในกรณีไม่มีรถคันอื่นอยู่ด้านหน้า ระบบจะรักษาความเร็วให้เป็นไปตามที่ผู้ขับตั้งค่าไว้ แต่หากมีรถคันอื่นที่ขับช้ากว่าอยู่ด้านหน้า ระบบจะทําการชะลอความเร็วให้สอดคล้องกับรถคันหน้า และทิ้งระยะห่างให้อยู่ในระยะปลอดภัย

รูปแบบการทำงาน
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ

TJA (Traffic Jam Assist)

การใช้งานระบบนี้ต้องทำการเปิดระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control) ก่อน โดยสามารถทำได้ขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ และตั้งค่าที่ก้าน Cruise control จากนั้นเปิดระบบ TJA โดยดึงก้าน Cruise control เข้าหาตัวสองครั้งติดกัน แล้วระบบจะตรวจจับเส้นเลนถนนที่มีความชัดเจนด้วยกล้องหน้า เพื่อควบคุมรถให้อยู่ในเลน และใช้เรดาห์ในการตรวจสอบ พร้อมควบคุมระยะห่างจากรถยนต์คันหน้า เมื่อการจราจรมีการเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ระบบจะควบคุมความเร็วให้รถเคลื่อนที่ตามรถยนต์คันหน้าโดยอัตโนมัติ ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ แต่ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องคอยควบคุม และสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบไปพร้อมกับการใช้ระบบ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

รูปแบบการทำงาน
ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่

FCW (Forward Collision Warning)

เป็นระบบที่จะช่วยเตือนผู้ขับขี่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้า ระบบจะทํางานเมื่อความเร็วรถมากกว่า 30 กิโลเมตร / ชั่วโมง โดยการใช้เรดาร์ด้านหน้าและกล้องหน้า ในการตรวจสอบระยะห่างระหว่างรถกับรถยนต์คันหน้า หากพบว่าอยู่ในระยะใกล้เกินไป และเสี่ยงต่อการชน ระบบจะส่งสัญญาณเสียงเตือน พร้อมแสดงข้อความเตือนบนแผงหน้าปัด เพื่อให้ผู้ขับขี่ชะลอความเร็วลง หรือแตะเบรก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการชน และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

รูปแบบการทำงาน
ระบบเปิด – ปิดไฟสูงอัตโนมัติ

IHC (Intelligent High – Beam Control)

เป็นฟังก์ชันที่ใช้กล้องหน้าในการตรวจจับความเข้มของแสงจากสภาพแวดล้อมของถนน โดยระบบจะทําการเปิดไฟสูงอัตโนมัติเมื่อรอบข้างไม่มีแสงสว่าง และไม่มีแสงไฟจากรถยนต์คันอื่น ในกรณีที่ระบบตรวจจับพบแสงสว่างจากรถยนต์ด้านหน้า ระบบจะทําการปิดไฟสูง เพื่อป้องกันการรบกวนสายตาของผู้ขับขี่ที่ใช้ถนนร่วมกัน และทําการเปิดไฟสูงอีกครั้งเมื่อไม่มีรถยนต์ด้านหน้า เพื่อเพิ่มวิสัยทัศน์ให้ผู้ขับขี่

รูปแบบการทำงาน

RDA

Rear Drive Assist

LCA (Lane Change Assist)
BSD (Blind Spot Detection)
RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
DOW (Door Open Warning)

ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา (RDA) จะทํางานผ่านเรดาร์ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของรถยนต์ โดยสามารถช่วยตรวจจับสภาพการจราจรทั้งด้านข้าง และด้านหลังของรถยนต์ครอบคลุมมุมอับสายตาทุกจุด เมื่อเจอวัตถุ หรือสิ่งกีดขวาง ระบบจะทําการเปิดสัญญาณไฟเตือน หรือไฟกะพริบที่บริเวณใกล้กระจกมองข้างซ้ายขวา เพื่อให้คนขับสังเกตได้สะดวก ลดโอกาสการชนหรือเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งระบบ RDA จะประกอบไปด้วย 4 ระบบย่อย ได้แก่

LCA (Lane Change Assist)
BSD (Blind Spot Detection)
RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
DOW (Door Open Warning)
ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน

LCA (Lane Change Assist)

โดยระบบจะตรวจจับรถยนต์จากเลนด้านข้างที่กําลังเข้าใกล้อย่างรวดเร็วหลังจากที่เปิดไฟเลี้ยว และจะส่งสัญญาณเตือนในรูปแบบไฟกะพริบในด้านที่รถคันอื่นกําลังเข้าใกล้ เพื่อเตือนผู้ขับขี่โดย LCA จะทำงานที่ความเร็วรถมากกว่า 30 กิโลเมตร / ชั่วโมง

รูปแบบการทำงาน รูปแบบการทำงาน
ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา

BSD (Blind Spot Detection)

โดยระบบจะตรวจสอบรถยนต์ที่อยู่ในมุมอับสายตาของกระจกมองข้างด้านซ้าย และขวา โดยจะส่งสัญญาณเป็นไฟเตือนสว่าง เพื่อเตือนผู้ขับขี่ และหลีกเลี่ยงการชน โดย BSD จะทํางานที่ความเร็วรถมากกว่า 30 กิโลเมตร / ชั่วโมง

รูปแบบการทำงาน รูปแบบการทำงาน
ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง

RCTA (Rear Cross Traffic Alert)

ระหว่างการถอยรถ ระบบจะตรวจสอบรถยนต์ที่เข้าใกล้ด้านหลังซ้ายและขวาของตัวรถ โดยจะส่งสัญญาณไฟเตือนในด้านที่ตรวจจับสิ่งผิดปกติได้ และจอแสดงผลจะแสดงสัญลักษณ์เตือน เพื่อเตือนผู้ขับขี่ให้หลีกเลี่ยงการชน ซึ่งระบบจะทํางานเมื่อความเร็วรถต่ำกว่า
9 กิโลเมตร / ชั่วโมง

รูปแบบการทำงาน รูปแบบการทำงาน
ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู

DOW (Door Open Warning)

ระบบจะเริ่มทํางานเมื่อรถยนต์จอดนิ่ง โดยระบบจะส่งสัญญาณไฟเตือนผู้ขับขี่ หากพบรถอื่นในระยะรัศมีตรวจจับ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับรถรอบข้างเมื่อเปิดประตูรถ

รูปแบบการทำงาน รูปแบบการทำงาน

ระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา (RDA) จะทํางานผ่านเรดาร์ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของรถยนต์ โดยสามารถช่วยตรวจจับสภาพการจราจรทั้งด้านข้าง และด้านหลังของรถยนต์ครอบคลุมมุมอับสายตาทุกจุด เมื่อเจอวัตถุ หรือสิ่งกีดขวาง ระบบจะทําการเปิดสัญญาณไฟเตือน หรือไฟกะพริบที่บริเวณใกล้กระจกมองข้างซ้ายขวา เพื่อให้คนขับสังเกตได้สะดวก ลดโอกาสการชนหรือเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งระบบ RDA จะประกอบไปด้วย 4 ระบบย่อย ได้แก่